ส่วนประกอบของรถยนต์ ตอนที่2

2
  • คลัทช์

คลัทช์ที่ใช้มี 3 ชนิดคือ ชนิดสปริง ชนิดจานสปริง เเละชนิดเเรงเหวี่ยง ทั้งหมดนี้ต่างกันตรงวิธีทำให้เกิดเเรงกดเเผ่นคลัทช์ คลัทช์ ทำหน้าที่ปลดกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อขับเคลื่อน เมื่อทำการเปลี่ยนเกียร์หรือตอนสตาร์ทเครื่อง ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์หรือเข้าเกียร์ได้อย่างนิ่มนวล เเละในการสตาร์ทเครื่องทำให้เครื่องยนต์สามรถเพิ่มความเร็วจนพอเพียงต่อการออกรถ

เมื่อเหยียบคลัทช์ จะมี 3 ส่วนเเยกจากกันคือ ล้อช่วยเเรง เเผ่นคลัทช์ เเละเเผ่นกดประกบตัวล้อช่วยเเรงนั้นติดอยู่กับเพลาข้อเหวี่ยงเเละหมุนไปด้วยกัน เเผ่นคลัทช์มีเพลาชุดเดียวเกียร์เสียบอยู่ เลื่อนไปมาได้ เเต่เวลาหมุนจะหมุยไปด้วยกัน เเผ่นกดประกบเป็นตัวกดเเผ่นคลัชให้ติดอยู่กับล้อข่วยเเรงเมื่อคลายเเรงกดออกโดยการเหยียบคลัทช์เพลาข้อเหวี่ยงเเละเพลาชุดเกียร์จะหมุนเป็นอืสระไม่ขึ้นเเก่กัน เเละเมื่อปล่อยคลัทช์มันก็จะหมุนไปด้วยกัน  

เเผ่นคลัทช์เป็นจานโลหะมีรูตรงกลาง ทำเป็นฟันเฟืองสำหรับเสีบยเพลาชุดเกียร์หน้าทั้ง 2 ข้างมีเเผ่นเสียดทาน(ผ้าคลัทช์) เมื่อเเผ่นกดประกบเเผ่นคลัทช์นี้ติดกับล้อช่วยเเรงจะต้องมีเเรงกดมากพอที่จะไม่ให้เกิดการไถล เมื่อเครื่งยนต์มีเเรงบิดสูงสุด

 

  • เบรกรถยนต์ 

เป็นระบบที่สำคัญที่สุดอันดับเเรกของยานล้อเลื่อน ในสมัยโบราณการประดิษฐ์เบรกของยานล้อเลื่อนต่างๆ ใช้หลักการง่ายๆโดยการกดก้ามเบรกลงบนล้อเพื่อให้ล้อหยุดหมุนเท่านั้น เเต่ปัจจุบันรถยนต์ใช้ล้อสูบลม บรรทุกขนส่งของเป็นจำนวนมากๆ ไประยะทางไกลๆ เเละเเล่นด้วยความเร็วสูง ระบบเบรก(Brake System) ของรถยนต์จึงได้รับการออกเเบบเเละพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับงานทุกอย่างจึงมีความสลับซับซ้อนเเละต้องได้รับการบำรุงรักษาซ่อมเเซมปรับปรุงอย่างถูกต้อง การหยุดล้อก็ต้องจัดสร้างล้อพิเศษชึ้นเป็นอุปกรณ์สำหรับเบรกที่มีความทนทานต่อการรับสภาวะเบรกรถด้วย ระบบเบรกของรถยนต์มีหน้าที่ 3 ประการคือ

  1. ลดความเร็วของรถลง หรือรักษาความเร็วของรถให้คงที่ขณะรถเเล่นลงจากเขาหรือทางลาด
  2. ทำให้รถหยุด
  3. ยึดรถให้อยู่กับที่ ในกรณีที่รถจอดอยู่บนทางลาดขณะที่คนขับไม่อยู่ที่รถ

รถยนต์นั่งปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาเเละออกเเบบระบบเบรกให้เหมาะสมกับสภาพเเละการใช้งานการเบรกให้รถหยุดต้องใช้กำลังถึง 600-800 เเรงม้ามากระทำ เพื่อให้รถยนต์มาทารถหยุดได้ในระยะทางเพียง 1 ใน 6 ของระยะทางที่รถใช้เร่งให้เร็วขึ้นจนถึงความเร็วสูงสุดของรถนั้นระบบเบรกจะมีเวลาการทำงาน 3 ช่วงเวลา

คือ เริ่มตั้งเเต่เริ่มเหยียบคันเหยียบเบรกจนกระทั่งถึงรถหยุด ช่วงเเรกจะเป็นช่วงเวลาที่เท้าคนขับตอบรับการสั่งการของประสาทรู้สึกให้เหยียบเบรกจากจุดเริ่มเหยียบที่เรียกว่า ช่วงเวลาตอบรับ (Response Time) ช่วงที่สองจะเป็นช่วงเวลาสร้างความดันเบรก (Pressure Build-UP Time) ระยะเวลาช่วงนี้ขึ้นอยู่กับระบบเบรก เเละช่วงที่สามเป็นช่วงเวลาการหน่วงให้รถหยุด ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราหน่วงของเบรกเเละสภาพของถนนที่ทำการเบรก

 

 

  • เเอร์รถยนต์

สภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนระอุอยู่เสมอ เป็นเหตุให้รถยนต์จำเป็นต้องติดเเอร์ เพื่อบรรเทาบรรยากาศภายในรถให้เย็นสบาย ทำให้อารมณ์ไม่หงุดหงิดขณะขับรถเเละยังเป็นการป้องกันเเก็สพิษบนท้องถนนที่เราต้องสูดหายใจเข้าไปได้เป็นอย่างดี หลักการง่ายๆ ของเเอร์รถยนต์คือ การใช้ฟรีออน 12 เป็นตัวดูดความร้อนภายในรถ เเละนำไปทิ้งนอกรถ โดยทั่วไปเเล้วนิยมติดเเอร์รถยนต์ที่ให้อุณหภูมิภายในรถประมาณ 70 ํF – 75 ํF เเละความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 50% นั้นก็คืออุณหภูมิในรถควรจะกว่านอกรถประมาณ 15 ํF-20 ํF

  • ตัวถังรถ

เป็นส่วนประกอบภายนอกที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าส่วนอื่นๆ รถที่ดีจะต้องมีโครงสร้างที่เเข็งเเรงเเละให้ความปลอดภัยเเก่ผู้ใช้ ส่วนมากทำจากเหล็ก โดยผลิตเเบบเเยกส่วนเพื่อความสะดวกในการประกอบโครงสร้าง ในปัจจุบันหันมานิยมใช้ กล๊าสรอินฟอร์ซ พลาสติก ซึ่งทำมาจากยางโพลีเอสเตอร์หรืออีปอกซี่ ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ละลายตัวเมื่อโดนความร้อนมาทำตัวถังรถ

ตัวถังรถต้องมีความเเข็งเเรงพอสำหรับการรับน้ำหนักรถเเละเครื่องยนต์ เเละไม่ยุบเมื่อรับเเรงกระเเทกเพียงเล็กน้อย ตัวรถที่ให้ความปลอดภัยมากที่สุดเป็นตัวรถเเบบเเยกส่วน คือส่วนกลางที่เป็นส่วนของผู้ขับเเละผู้โดยสารนั่ง จะสร้างให้เเข็งเเรงที่สุด อีก 2 ส่วนคือส่วนหน้าเเละหลังรถที่ต่อประกอบส่วนกลางจะยุบง่ายกว่าเมื่อถูกชน ตัวถังรถจะมีฐานรถเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งบางประเภทจะสร้างฐานรถเเยกชิ้นกับตัวรถ ที่เรียกว่า เเชลซีส (Chassis) ซึ่งพบมากในรถอเมริกัน ถ้าเป็นเเชลซีสที่ทำด้วยท่อขนาดเล็ก โครงสราง . มิติ จะสามารถลดเเรงกระเเทกให้ความปลอดภัเเก่ผู้โดยสารได้

 

(Visited 593 time, 1 visit today)

Comments

comments

Share.