วิธีใช้งานและยืดอายุยางรถยนต์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

0

ยืดอายุยางรถยนต์ ให้ถูกต้องนั้นมีความสำคัญมาก ในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยต่อชีวิตเราและผู้อื่น  ซึ่งเป็นธรรมดาที่ยางรถยนต์เมื่อมี การใช้งานต้องมีการสึกหรอขึ้น

แต่เราสามารถทำให้ยางรถยนต์นั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานยางรถยนต์ได้ยาวนานสูงสุดตามสเปกโรงงานกำหนดมา

วิธีการใช้งาน ยืดอายุยางรถยนต์ ดังนี้

  • รัน-อิน  ยางใหม่
    ต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ ในช่วง 100-200 กม. ใช้ความเร็วไม่ควรเกิน 80-100 กม./ชม. เพื่อให้โครงสร้างแก้มยางและหน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้นถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศูนย์ล้อ
  • ถ่วงล้อยาง
    โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยวด้วย จึงต้องมีการถ่วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ เมื่อใช้งานไปสัก 40 – 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน
    ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็วต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ ,ยาง ,จานดิสก์เบรก ,เพลาขับ ,ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว
  • ลมยาง
    แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย,ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย-ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง
    บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเติมบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้างและถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา
  • สลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร
    ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า-หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้นเพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยางและระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์
    หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ ในการเปลี่ยนยางไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ
  • หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยาง
    นอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายางหรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย
  •  หมั่นตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมอ
    ตรวจเช็คลมยาง อย่างน้อยอาทิตย์ละประมาณ 1 ครั้ง และไม่ตรวจเช็คลมยางในขณะที่ยางมีความร้อนอยู่ เพราะค่าความดันภายในยาง้ขณะนั้นมีอัตราที่สูงผิดปกติ ซึ่งคาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ควรตรวจเช็คลมโดยใช้เกจ์วัดลม

 

 

  • ยางหมดสภาพ ยางหมดอายุ
    ได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด,ไม่เกาะ,เนื้อแข็ง,โครงสร้างกระด้าง ,แตกปริ ,แตกลายงา ,เสียงดังหรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่นและโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายในยางรถยนต์ ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด
    แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กม.) เมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่ ทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า แทบจิกไม่ลง
  •  อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย
    เฉลี่ยประมาณ 3 ปีหรือ 50,000-60,000 กม. ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ หลีกเลี่ยงเปลี่ยนยางใหม่แต่เก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงไปอีก
  • ข้อควรระวัง ยางรถยนต์
  1. ไม่จอดทิ้งไว้นาน รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหยืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น
    ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2-3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5-10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
  2. น้ำยาเคลือบ เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยางทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า

ที่่มา :เว็บ one2Car.com

(Visited 11,098 time, 1 visit today)

Comments

comments

Share.