ประกันภัยรถยนต์ ควรเลือกซื้อประกันแบบไหนดี?

0

ประกันภัยรถยนต์ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพราะว่าประกันรถจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่ากับตัวรถเองหรือว่ากับคู่กรณีรวมถึงบุคคลที่3และทรัพย์สินด้วย
เรียกได้ว่ามี ประกันภัยรถยนต์ดีๆไว้จะทำให้ผู้ขับขี่สามารถสบายใจได้เป็นอย่างดีทีเดียว

การเลือกประกันภัยรถยนต์ก็จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะกับผู้ขับ, ลักษณะการขับ, และลักษณะของรถยนต์เพื่อให้เหมาะกับขอบเขตความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ที่เราต้องการเลือกจะทำ

ประกันภัยรถยนต์  มีปัจจัยในการพิจารณาคือ

1. บริษัทประกันภัยรถยนต์: 
ในเมืองไทยมีบริษัทประกันภัยอยู่มากมาย แต่ละบริษัทก็จะเจาะตลาดกลุ่มที่แตกต่างกัน, มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน, และมีความมั่นคงทางการเงิน, สินค้าประกันภัย, การบริการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกบริษัทประกันควรจะนำปัจจัยเหล่านี้มาประเมินและพิจรณาเข้าด้วยกัน

ประกันภัยรถยนต์ มีบริษัทประกันที่ดีและมีชื่อเสียงนั้นจะมีความมั่นคงทางการเงินที่ดี มีบริการหลังการขายที่ดี เวลาเกิดเหตุใดๆขึ้นจะไม่มีปัญหาในการจ่ายค่าสินไหม และดูแลลูกค้าได้ตลอดเวลา ทั่วประเทศ รวมถึงการให้บริการให้คำปรึกษาที่ดีสำหรับเรื่องรถ เรื่องการเคลมและเรื่องประกันรถยนต์ ให้กับลูกค้าได้จึงทำให้เบี้ยประกันภัยของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน

2. แบบประกันภัยรถยนต์:
แบบประกันภัยรถยนต์แต่ละแบบจะมีความต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการและปัจจัยที่แตกต่างของลูกค้าเช่นประกันชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 และปัจจุบันนั้นมีการเพิ่มการรับประกันภัยสำหรับน้ำท่วมด้วยเช่นประกันภัย 2 +(2บวก) หรือ 3+ (3บวก) อย่างประกันชั้น 1 นั้นจะเหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการประกันภัยแบบเบ็ดเสร็จ สามารถวางใจให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้ดูแลทุกๆภัยกับรถยนต์และบุคคลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ผิด ดังนั้นการเลือกประกันก็จำเป็นต้องดูความเหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

3. ลักษณะการขับ :
ลักษณะการขับเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างนึงในการเลือกประกันภัยรถยนต์ หากเป็นคนขับที่มักเจออุบัติเหตุบ่อยๆ หรืออาจจะไม่ได้ระวังมากสำหรับการขับรถนั้น หรืออยากสบายใจด้วยการให้บริษัทประกันภัยดูแลทั้งหมดไม่ว่าผู้ผิดจะเป็นใคร ประกันชั้น 1 อาจจะเหมาะที่สุด แต่กลับกันสำหรับผู้ขับที่ประวัติดีไม่ค่อยมีอุบัติเหตุหรือแทบจะไม่เคยเคลมเลยนั้น ก็อาจจะเลือกประกันอีกรูปแบบนึงที่จะเป็นประกันภัยที่ต้องจ่ายส่วนแรกก่อนหากเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยรูปแบบนี้จะช่วยประหยัดค่าประกันภัยไปได้เยอะ แต่ต้องอยู่ในกฏว่าต้องห้ามเป็นฝ่ายผิดมิฉะนั้นอาจจะต้องจ่ายค่าส่วนแรกให้กับบริษัทประกันภัยและอาจทำให้เบี้ยประกันโดยรวมอาจจะแพงกว่าประกันชั้น 1ปกติเลยก็เป็นได้

4. ระบุผู้ขับ :
บริษัทประกันภัยมีส่วนลดให้กับการประกันภัยที่ระบุผู้ขับ โดยจะแบ่งช่วงของอายุซึ่งจะมีส่วนลดมากถึง 20% กันเลยทีเดียว โดยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ไม่เกิน 2 คนและใช้เกณฑ์คนที่อายุน้อยเป็นหลักในการพิจรณา โดยที่แต่ละช่วงอายุจะมีอัตราส่วนลดต่างกันตามข้อมูลด้านล่างนี้

  • ผู้ขับขี่มีอายุระหว่าง 18 – 24 ปี ได้รับส่วนลด 5%
  • ผู้ขับขี่มีอายุระหว่าง 25 – 35 ปี ได้รับส่วนลด 10%
  • ผู้ขับขี่มีอายุระหว่าง 36 –  50 ปี ได้รับส่วนลด 15%
  • ผู้ขับขี่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจะได้รับส่วนลด 20%

ถึงกระนั้นการระบุผู้ขับจะได้ส่วนลดก็จริง แต่หากมีผู้ขับคนอื่นนำรถคันดังกล่าวที่ระบุผู้ขับไว้ ประกันภัยยังคงต้องรับผิดชอบปกติ แต่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของรถคันเอาประกันตามจริงแต่ไม่เกิน 6,000 บาท และรับผิดชอบค่าเสียหายต่อรถคู่กรณี 2,000 บาท ส่วนที่เกินตามจริงนั้นบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบ

5. ประวัติการขับ:
บริษัทประกันภัยรถยนต์จะให้ส่วนลดสำหรับการขับดีและไม่มีประวัติการเคลม (โดยเป็นฝ่ายผิดหากเกิดอุบัติเหตุ) โดยกำหนดไว้ 4 ระดับจะเพิ่มขึ้นปีละ 10% ทุกๆปีจากส่วนลดปีแรกที่ 20% หากประวัติดีปีต่อไปจะเป็น 30%, 40% และสูงสุดที่ 50%

 

 

6. เบี้ยประกัน :
เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันถึงแม้จะเป็นประกันภัยแบบเดียวกัน คุ้มครองในแบบเดียวกัน เนื่องจากความแตกต่างของตัวบริษัทประกันภัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางการเงิน การบริการหลังการขาย การเคลมและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ จำนวนอู่รถที่ให้บริการ รวมถึงความครอบคลุมการบริการว่าเฉพาะจังหวัดหรือครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้เบี้ยประกันภัยมีความแตกต่างกัน

7. ความเสียหายส่วนแรก :
ประกันภัยบางประเภทมีส่วนลดให้สำหรับผู้เคลมน้อยเรียกว่ามี deductible หรือส่วนลดความเสียหายส่วนแรก ซึ่งจะมีเบี้ยประกันภัยที่ไม่แพงหรือได้ส่วนลดค่อนข้างเยอะ แต่ในการเกิดอุบติเหตุแต่ละครั้งนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกซึ่งจะอยู่ประมาณ 1,000 – 5,000 บาทแล้วแต่ตกลงกับทางบริษัทประกันภัย ซึ่งประกันภัยแบบนี้จะดีสำหรับผู้ขับที่มีประวัติดี ไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุและการเคลม

8. อู่รถหรือศูนย์บริการ :
ประกันภัยรถยนต์แต่ละบริษัทจะมีอู่และศูนย์บริการที่รองรับไว้แตกต่างกัน สำหรับบริษัทประกันภัยชั้นนำต่างๆอู่ที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรนั้น ก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่า ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของบริษัทประกันภัยเหล่านั้น และปัจจุบันอู่มาตรฐานที่บริษัทประกันภัยได้รับเข้าร่วมเป็นพันธมิตรคุณภาพก็ไม่แตกต่างจากศูนย์บริการ ข้อดีของการใช้อู่พันธมิตรเหล่านี้นั้น ลูกค้าสามารถประหยัดเบี้ยประกันภัยได้มากถึง 30%

CR:www.smileinsurancebroker.com

(Visited 2,194 time, 1 visit today)

Comments

comments

Share.