ข้อแตกต่าง หัวเทียนร้อน หัวเทียนเย็น และการใช้งาน

0

หัวเทียนร้อน หัวเทียนเย็น ขึ้นอยู่กับการทำงานของเครื่องยนต์ หัวเทียนทำหน้าที่สร้างประกายไฟสำหรับจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ ลักษณะของหัวเทียน จะมีเปลือกนอกเป็นโลหะ และมีกระเบื้องหรือเซรามิกเป็นฉนวน เคลือบอยู่ภายใน ขั้วกลางของหัวเทียน ได้รับแรงไฟมาจาก สายไฟแรงดันสูง/สายหัวเทียน (High-Tension Leads) ซึ่งต่อมาจาก จานจ่าย (Distributor) อีกทอดหนึ่ง

ขั้วกลางของหัวเทียน จะยื่นผ่านศูนย์กลางของฉนวน ออกไปที่บริเวณหัวของหัวเทียน ส่วนเปลือกนอกที่เป็นโลหะ มีขั้วดินติดอยู่ หัวเทียน มีส่วนช่วยให้ระบบจุดระเบิดทำงานได้อย่างถูกต้อง ณ ตำเเหน่งเเละเวลาที่เเน่นอน ดังนั้นในการเลือกใช้หัวเทียนจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์เเต่ละชนิด

 

ข้อแตกต่าง หัวเทียนร้อน หัวเทียนเย็น และการลักษณะใช้งาน

ขึ้นอยู่กับการทำงานของเครื่องยนต์ เพราะเมื่อผู้ขับขี่ใช้รถในสภาพหนัก เช่น ขับขี่ด้วยความเร็วสูง และเป็นเวลานาน หรือบรรทุกของหนักที่ต้องใช้กำลังมาก ต้องการการเผาไหม้สูง ห้องเผาไหม้จะมีความร้อนสูง ส่งผลให้มีความร้อนสะสมอยู่ในหัวเทียนมาก เช่นนี้ ควรใช้หัวเทียนเย็น เพราะจะระบายความร้อนได้ดี แต่ถ้าเป็นรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ในช่วงเวลาไม่นาน ควรใช้หัวเทียนชนิด หัวเทียนร้อน

จะเกิดอะไรขึ้นกับการใช้หัวเทียน ไม่ตรงกับลักษณะการใช้งาน?

1. ใช้หัวเทียนร้อน
คือ หัวเทียนที่มีความสามารถระบายความร้อน จากการเผาไหม้ ออกไปสู่ภายนอกได้น้อย ซึ่งจะทำให้ตัวมันเอง มีการสะสมความร้อนเอาไว้มาก ไม่ควรใช้กับเครื่องยนต์ ที่ทำงานหนักและต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นเวลานานๆ ความร้อนจะสะสมอยู่ในหัวเทียนมาก เมื่อความร้อนเพิ่มมากขึ้น จนถึงจุดหนึ่ง ก็มีโอกาส ที่จะเกิดการชิงจุดระเบิดก่อน เครื่องยนต์อาจได้รับความเสียหาย

2. ใช้หัวเทียนเย็น
คือ หัวเทียนที่มีความสามารถ ระบายความร้อนได้ง่าย และเร็ว ไม่ควรกับเครื่องยนต์ ที่ทำงานไม่หนัก เมื่อเกิดการจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ หัวเทียนเย็น จะมีความสามารถในการระบายความร้อนได้เร็ว อุณหภูมิที่เกิดขึ้นตรงหัวเทียน มีโอกาสที่จะต่ำกว่าประสิทธิภาพที่ที่ควรจะเป็น จึงอาจเกิดคราบสกปรก ที่บริเวณหัวเทียน ซึ่งเป็นสาเหตุให้กระแสไฟวิ่งผ่านลำบาก เครื่องยนต์อาจวิ่งสะดุดได้

หัวเทียนทั้ง 2 ชนิด ต่างกันที่ความยาวของฉนวนบริเวณส่วนหัวของหัวเทียน กล่าวคือ หัวเทียนร้อน มีฉนวนที่ยาว และแคบ ทำให้ส่งผ่านความร้อนได้ลำบาก ซึ่งตรงข้ามกับหัวเทียนเย็น ซึ่งมีฉนวนที่สั่นกว่า เมื่อเกิดความร้อนขึ้น ก็สามารถระบายออกได้ดีกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ ได้คำนวณความสามารถของหัวเทียน ที่ใช้กับเครื่องยนต์รุ่นต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยระบุไว้ที่คู่มือการใช้รถแต่ละรุ่น การเปลี่ยนหัวเทียน ควรยึดถือตามคู่มือประจำรถ เพราะจะเป็นหัวเทียนที่เหมาะสม สำหรับเครื่องยนต์รุ่นนั้น

ส่วนคนที่มีปัญหารถสตาร์ทไม่ติดหรือติดสะดุดๆ เครื่องเดินไม่เต็มสูบ และคิดว่าน่าจะมีผลมาจากหัวเทียน ก็ให้ทดสอบง่ายๆ ด้วยการถอดหัวเทียนออกมา โดยเสียบสายหัวเทียนเอาไว้ จากนั้นหาคีม (แบบที่มือจับมีฉนวน) คีบไว้ แล้วนำไปจ่อกับชิ้นส่วนโลหะ เช่นตัวถังระมัดระวังอย่าไปจ่อใกล้ๆ กับที่มันมีน้ำมันเบนซิน หรือแบตเตอรี่ จากนั้นสตาร์ทรถ ดูว่ามีประกายไฟหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ทดสอบซ้ำ โดยเปลี่ยนสายหัวเทียน ถ้าอาการยังเหมือนเดิม ก็แน่นอนว่า หัวเทียนนั้นเสีย จัดการเปลี่ยนใหม่เสีย

ส่วนใครที่ได้ยินได้ฟังมาว่า หัวเทียนอย่างนั้นดี สายหัวเทียนอย่างนี้แรง และอยากจะไปซื้อมาใช้บ้าง แนะนำว่าให้อยู่เฉยๆ ดีกว่า จะได้ไม่เสียเงิน เพราะถ้ารถเราเป็นรถปกติ ไม่มีการโมดิฟายด์อะไร ต่อให้หัวเทียน หรือสายหัวเทียน ดีขนาดไหน ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก อีกทั้งการเปลี่ยนอุปกรณ์แค่ตัว 2 ตัว จะให้รถแรงขึ้นมากมาย นั้นคงไม่ใช่ มันต้องว่ากันทั้งระบบ

(Visited 3,405 time, 1 visit today)

Comments

comments

Share.